ความเกรงใจและความคาดหวังของคนไทย


“ในความเกรงใจของคนไทยนั้น มีความคาดหวังต่อคนญี่ปุ่นอยู่ด้วย”

 

ในขั้นตอนการกำหนดนโยบายของบริษัทนั้น ผู้บริหารซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนไทย ควรจะต้องพิจารณาเรื่องที่จะนำเสนอมาก่อน จากนั้นก็เข้าสู่ระบบของบริษัทที่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากหลายๆฝ่าย ซึ่งอาจจะเวียนรับทราบใน หรือาจจะขอความเห็น แล้วทำการสรุปตัดสินใจเป็นขั้นสุดท้าย กระบวนการที่ว่านี้เป็นเรื่องปกติธรรมดาในการทำงาน แต่จากประสบการณ์ของหลายๆคน กลับพบว่างานที่น่าจะดำเนินไปอย่างราบรื่นอย่างที่คิดนั้น ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ทำให้สงสัยกันว่าคนไทยสามารถปรับท่าทีต่อการประชุมได้หรือไม่ คงไม่ต้องอธิบายอีกแล้วว่า การบริหารแบบญี่ปุ่นนั้นไม่ได้เป็นแบบ top down ในสไตล์อเมริกัน แต่เป็นแบบ bottom up ที่มีสมมุติฐานการตัดสินจแบบกลุ่ม อันเป็นเรื่องปกติธรรมดาของญี่ปุ่น ซึ่งต้องใช้เวลาพิจารณาล่วงหน้าไว้ก่อน

ความเกรงใจของคนไทยที่มีมากก็เพราะจิตสำนึกในเรื่องชนชั้นและการประนีประนอมของคนไทยนั้นมีสูง การที่คนไทยไม่แสดงความเห็นที่ประชุมนั้น ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเห็นอะไร แต่คงจะเป็นเพราะว่าหัวหน้าของตนก็นั่งอยู่ในที่ประชุมด้วย ก็เลยเกรงใจที่จะออกความเห็นข้ามหน้าข้ามตาหัวหน้าตัวเอง ในความเกรงใจของคนไทยนั้น แน่นอนย่อมจะมีความคาดหวังที่ชัดเจนต่อคนญี่ปุ่นด้วย หากมองอย่างพิเคราะห์ แล้วก็จะเห็นว่าคงมีคนไทยไม่น้อยที่พยายามเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากคนญี่ปุ่น และถ้าผู้บริหารคนญี่ปุ่นหรือหัวหน้าโดยตรงของเขายังเฉยเมยไม่สนใจ ก็คงเป็นเรื่องที่แย่มาก

นอกจากนี้ ถ้ามองลึกๆ แล้วดูเหมือนว่าคนไทยก็คาดหวังไปถึงผู้บริหารระดับสูงคนญี่ปุ่นหรือหัวหน้างานโดยตรงของเขาในเรื่องมนุษยธรรมด้วย ถ้าบริษัทไม่อยากให้ความเกรงใจและความคาดหวังของคนไทยนั้นต้องสูญเปล่า ก็อยากให้มีการสร้างทีมเวิร์กของคนไทยกับคนญี่ปุ่นขึ้น และสั่งสมความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ร่วมกัน รวมทั้งการปรับปรุงวิธีการไคเซ็นซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่งในการบริหารงาน

 

Credit : การบริหารสไตล์ญี่ปุ่น เขียนโดย อิมาอิ ฮิโรชิ แปลโดย ดร.รังสรรค์ เลิศในสัตย์

บัณฑิตวิทยาลัย

Tni Graduated School